Skip to content

CodingThailand's Blog

by โค้ชเอก

Menu
  • About Me
Menu

แนวปฏิบัติ 10 ข้อ เมื่อต้องทำงานร่วมกับ LLM ในการเขียนโค้ด

Posted on 30/12/202530/12/2025 by โค้ชเอก

1. จัดทำและบังคับใช้เอกสาร Standard Operating Procedure (SOP) ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง

ควรมีเอกสาร SOP ที่ระบุรูปแบบของการเขียนโค้ด กระบวนการ commit แนวทางการทดสอบ รวมถึงขอบเขตและข้อจำกัดของ LLM จากนั้นให้ LLM อ่านและรับทราบก่อนเริ่มทำงานในแต่ละเซสชัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ

https://checkeagle.com/checklists/njr/sop-guidelines

.

2. ใช้ Plan Mode สำหรับงานที่มีความซับซ้อน

สำหรับงานที่ไม่ใช่การแก้ไขเล็กน้อย ควรให้ LLM เสนอแผนการทำงานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเปิดโอกาสให้ซักถามหรือขอคำชี้แจงก่อนลงมือแก้ไขโค้ด การอนุมัติแผนจากผู้ใช้ควรเป็นขั้นตอนบังคับก่อนเริ่มดำเนินการจริง

.

3. ควบคุมการใช้ token และบริหาร context อย่างเป็นระบบ

ควรกำหนดงบประมาณของ token ตรวจสอบสถานะด้วยคำสั่ง /context เป็นระยะ และป้องกันไม่ให้เกิด compactification โดยจัดเตรียมขั้นตอนสำรอง เช่น /dump และ /export เพื่อสามารถกู้กลับสู่สถานะเดิมได้หากจำเป็น

.

4. กำหนดขอบเขตสิทธิ์การทำงานของ LLM อย่างรัดกุม

ไม่ควรให้ LLM ทำงานในบัญชีที่มีสิทธิ์ระดับสูง หรือมีสิทธิ์เข้าถึงระบบ production ควรแยกบัญชีสำหรับการใช้งาน LLM โดยเฉพาะ รวมทั้งจำกัด environment variables และคีย์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

.

5. บังคับใช้รูปแบบโค้ดด้วยตัวอย่างและมาตรฐานภายในโปรเจค (Pattern Patching)

ก่อนเริ่มงาน ให้ LLM อ่านตัวอย่างโค้ด โครงสร้างระบบ และเทสต์ที่มีคุณภาพในโปรเจค (เราเป็นคนเขียนเริ่มต้น) เพื่อช่วยปรับรูปแบบการเขียนโค้ดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดการเขียนโค้ดซ้ำซ้อนหรือผิดรูปแบบ

.

6. ห้ามให้ LLM แก้ไขเทสต์โดยพลการ

เมื่อเทสต์ล้มเหลว ควรตรวจสอบและแก้ไขสาเหตุที่เกิดจากโค้ดก่อน ไม่ใช่ให้ LLM ปรับเทสต์เพื่อให้ผ่าน การกำหนดนโยบายนี้จะช่วยให้เทสต์ยังคงตรวจสอบพฤติกรรมที่ถูกต้องของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

7. ตรวจสอบและทบทวนโค้ดอย่างละเอียดก่อน commit หรือ deploy

ทุกรายการแก้ไขต้องมีการแสดงผล diff หลักฐานการรันเทสต์ และผลการทดสอบที่ยืนยันความถูกต้อง โดยต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ใช้ก่อน commit ห้ามให้ LLM ทำ commit อัตโนมัติโดยไม่ได้รับอนุญาต

.

8. จัดเตรียมกระบวนการสำหรับการ refactor และการแยกไฟล์อย่างมีระบบ

เมื่อมีงานปรับปรุงโครงสร้างไฟล์หรือแยกโมดูล ควรออกแบบกระบวนการเป็นขั้นตอนย่อย ๆ และให้ LLM ดำเนินการตามแผนทีละส่วน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดจากการแก้ไขไฟล์จำนวนมากในครั้งเดียว

.

9. ใช้ LLM เป็นผู้ช่วยด้านรายละเอียด ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจหลักทางสถาปัตยกรรม

ควรให้มนุษย์เป็นผู้กำหนดโครงสร้างระบบ สถาปัตยกรรม และนโยบายทางเทคนิค แล้วให้ LLM ช่วยเติมเต็มรายละเอียด เขียนโค้ดตามแบบแผน หรือสร้างเทสต์เพิ่มเติม เพื่อให้คุณภาพของงานดีขึ้นและลดความผิดพลาด

.

10. เก็บบันทึกบทเรียนและปรับปรุง SOP อย่างต่อเนื่อง

ควรบันทึกปัญหาและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพื่อปรับปรุง SOP และคำสั่งต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ช่วยให้การทำงานร่วมกับ LLM มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

Category: Uncategorized

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  • .NET
  • Android
  • Angular
  • Angular 2
  • Coding
  • CSS
  • Database
  • Editor
  • Flutter
  • Git
  • HTML5
  • Ionic 2
  • Ionic 4
  • Ionic Framwork
  • JavaScript
  • Laravel
  • Laravel 5
  • Node.js
  • PHP
  • PHP 7
  • Plugins
  • React
  • React Native
  • Template
  • Tools
  • TypeScript
  • UI
  • Uncategorized
  • Vue.js
  • XAMPP
  • Yii
  • คอร์สเรียน
  • แรงบันดาลใจ
  • มกราคม 2026
  • ธันวาคม 2025
  • กรกฎาคม 2025
  • เมษายน 2025
  • พฤศจิกายน 2024
  • ตุลาคม 2024
  • เมษายน 2020
  • กุมภาพันธ์ 2020
  • สิงหาคม 2019
  • กันยายน 2018
  • สิงหาคม 2018
  • กุมภาพันธ์ 2018
  • พฤศจิกายน 2017
  • ตุลาคม 2017
  • สิงหาคม 2017
  • กรกฎาคม 2017
  • เมษายน 2017
  • ตุลาคม 2016
  • สิงหาคม 2016
  • พฤษภาคม 2016

.NET android Angular Angular 2 Atom Coding Coding Standard CSS CSS 3 Datepicker extensions Git HTML HTML5 Ionic2 JavaScript Laravel5 laravel 5.5 MariaDB Material Design MySQL Node.js npm PHP PHP7 plugins PouchDB recaptcha Restful sail.js template typescript typscript XAMPP Yii2

© 2026 CodingThailand's Blog | Powered by Minimalist Blog WordPress Theme